การเจริญสติ

สติที่เกิดจากการฝึกฝน จะนำทางให้เราเห็นความเป็นไปของธรรมชาติชีวิต ว่ามีการเกิดขึ้น และดับไป มองเห็นโดยไม่มีความทุกข์ ไม่ยึดติดไม่เดือนร้อน เป็นการทำสภาวะของจิตให้ยอมรับได้ นั่นหมายถึงจิตที่มีการฝึกด้วยการเจริญสติ

ให้เห็นความเป็นธรรมชาติของชีวิต คือธรรมะที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตัวเราเอง

การเจริญสติสามารถเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนมุมมองให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันมีความสุขได้ แต่ละวันคนเราต้องเจอกับสิ่งที่เข้ามากระทบทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เราเป็นทุกข์กับสิ่งเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน หลายคนมองตัวเองว่าไม่ได้มีความทุกข์อะไร จะต้องมาเจริญสติ เข้าวัด ฟังธรรม ทำไม ไม่ได้ทุกข์ร้อนขนานนั้น แต่เขาไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้วความทุกข์มิได้เกิดจากคนอื่นรอบข้างหรอก แต่ความทุกข์เกิดจากตัวเราเองต่างหาก สิ่งที่เข้ามากระทบนั้นเป็นเพียงบททดสอบว่าเราเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านั้นหรือไม่เราหลงมากน้อยแค่ไหน เราเข้าไปจมปลักกับสิ่งที่เป็นอดีต อนาคตจนลืมไปว่า ณ ปัจจุบันขณะ ที่เราเป็นอยู่เห็นอยู่นั้น มันเป็นอย่างไร ทุกข์ที่เกิดจากความคิดของคนเรานั้นมันไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าหากไม่เรียนรู้ที่จะลองหยุดคิด ปล่อยวาง ไม่จมกับอดีต ไม่ฝันถึงอนาคต หัดให้ตัวเองมองเห็นสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ว่าเรารู้สึกตัว รู้สึกใจมากแค่ไหน คนเราสามารถทำได้ด้วยการเจริญสติ หมั่นปฏิบัติให้สม่ำเสมออาจทำได้หลายวิธี แต่จุดหมายปลายทางคือความว่างของจิต จากจิตที่ขุ่นมัว ก็จะเริ่มชัดเจนขึ้น มองเห็นอะไรได้รอบด้านมากขึ้น สติที่เกิดขึ้น คือ การไม่คิด ไม่หยุด ไม่เพ้อ ไม่ฝัน ไม่จมปลัก คือการวางจิตให้ว่าง วางได้แล้วความว่างของจิตก็จะตามมา นั้นคือตัวสติ ที่ทำให้เราระลึกรู้ได้ ทั้งกาย ใจ สิ่งที่เข้ามากระทบจากแต่ก่อนที่ยังไม่ได้มีการเจริญสติก็จะมีการคร่ำครวญ ร่ำไร เสียดาย เสียใจแต่ไม่เข้าใจ ว่านั้นแหละคือตัวทุกข์ ในทางตรงกันข้ามหากจิตที่ฝึกมาดีแล้วด้วยการเจริญสติ ก็จะมองสิ่งที่เข้ามากระทบแบบปล่อยวาง เห็นได้รอบคอบ และรอบด้านและที่สำคัญ คือ ไม่ทุกข์ เรียกอีกอย่างว่าการเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกข์อย่างมีความสุข และมีสติ

ก้าวย่างของทางเดินแห่งการเจริญสติ เปลี่ยนมุมมองความคิดของคนได้อย่างไรกัน 7 วัน กับ 7 ก้าวของการค่อยๆ ซึมซับธรรมชาติของธรรมะ ที่เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าต้องมีบทบัญญัติ บทสวด ศีล หรือแม้กระทั่งพระไตรปิฎกว่ามีความหมายเป็นอย่างไร หากเราเข้าใจได้ด้วยตัวเราเองแต่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างเคร่งครัด เพราะกว่าที่เราจะได้เจอจุดหมายปลายทางที่แท้จริงเราจะต้องเผชิญกับอุปสรรคนานาประการ และแน่นอนอุปสรรคในการเจริญสติ ก็คือ ใจของเรานี่แหละที่เราตามมันไม่ทันอยู่เรื่อย วันแรกที่ต้องเจอในการปฏิบัติธรรม(การเจริญสติ)คือสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการฝึกสติ ทั้งเรื่องของที่พัก อาหารการกิน อากาศที่หนาวเย็น และความไม่เพียงพอของแสงสว่างในยามค่ำคืน นั่นคือบททดสอบก้าวแรกที่ต้องผ่านมันไปให้ได้

วันที่สองลงสนามจริงในการฝึกฝน ต้องตื่นนอนตอน ตี 3 พยายามให้ทั้งกายและใจตื่น พร้อมที่จะเจริญสติ เฝ้าดูใจของเราที่วันนี้มันจะติดอยู่กับอะไร อดีต หรืออนาคต เป็นก้าวที่สองที่เราต้องทำให้ใจเราอยู่กับความเป็นปัจจุบันให้ได้ วันที่สาม เริ่มมีความคุ้นชินกับระเบียบปฏิบัติที่ทุกคนต้องทำ และทำให้ได้ นั่นคือการตื่นแต่เช้า นอนแต่พอเพียง กินอาหารอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ ฟังธรรมะอย่างมีสติ ไม่ต้องมีความรู้เรื่องอะไร ฟังอย่างใช้สติ นั่นคือวิวัฒนาการก้าวที่สามที่เริ่มดีขึ้น วันที่สี่ของการเจริญสติ คือวันที่ทำได้ดีที่สุดไม่ต้องทุกข์ร้อนกับอดีต หรืออนาคต มองเห็นความเป็นปัจจุบันได้อย่างชัดเจนหากแต่เป็นก้าวที่สี่ดีเกินความคาดหมาย วันที่ห้าวังวนของความคิดเริ่มกลับมาเห็นความทุกข์ที่เกิดจากความคิด เห็นวิวัฒนาการความคิดของตนเองว่ามันคุมได้ยาก แต่ถ้าเราพยายามเฝ้าดูมัน รู้ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว(ความคิด) ก็จงปล่อยวางอย่าลงไปเล่นกับมัน ให้เห็นเพียงแต่มันเป็นความเชี่ยวของน้ำ ที่ไหลผ่านเราไป ให้ยืนดูอยู่ห่างๆ อย่ากระโดดลงไป(หลวงตาเทศน์ให้ฟัง) ถ้าเราคิดเพลิดเพลินตามก็เหมือนเรากระโดดลงน้ำที่กำลังเชี่ยว แล้วจะเหลืออะไร ถ้าใจเราไม่แข็งพอ ก้าวที่ห้าคือสัจธรรมของความจริงที่เห็นได้อย่างชัดเจน วันที่หก สบายๆ กับการเรียนรู้ความทุกข์ ที่เกิดจากใจเรา ทำใจได้ว่างๆ เห็นการเกิด และการดับไปของความคิด เข้าใจความทุกข์มากขึ้น มันไม่ได้มาจากไหน เกิดจากใจเรานี่แหละตัวทุกข์

วันที่เจ็ด วันสุดท้ายของการปฏิบัติที่บ้านดินเมืองก๊ะแห่งนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ถึงจะไม่มีที่แห่งนี้เราจะเจริญสติต่อไม่ได้ ทำอะไรให้ตั้งใจและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ แล้วผลของการปฏิบัติจะเกิดขึ้นกับตัวเราเอง ก้าวที่เจ็ด ไม่ใช่ก้าวสุดท้ายแต่เป็นก้าวต่อไปที่เราจะนำธรรมะที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เอาไปใช้กับสนามชีวิตจริงๆ ว่าเราจะเผชิญกับปัญหาต่างๆ ได้ด้วยสติปัญญานั่นแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่

การฝึกปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสติที่บ้านดินเมืองก๊ะ จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ได้ฝึกฝนคนเฉพาะเรื่องสติ เท่านั้น หากยังฝึกฝนคนในเรื่องของการอยู่กินอย่างสมถะ เห็นคุณค่าของกันและกัน อยู่ได้ด้วยการมีปัจจัยในการดำรงชีวิตแต่เพียงพอ เพียงเท่านี้ คือธรรมชาติของธรรมะที่จะซึมซับเข้าสู่จิตใจของคนโดยไม่ได้มีคำอธิบายใดๆ เพราะธรรมะ คือ ธรรมชาติของชีวิต ถ้าหากคนเรารู้จักที่จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ก็จะเรียนรู้ธรรมะได้จากตัวเราเอง ใจเราเอง


เขียนโดย : ภัทรา

เมื่อ 28/04/09


 
       
 

  



สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม

  135/4 หมู่ 4 ถ.ธนะรัชต์ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130 โทร. 044-297621, 081-6600377, 081-6895045   โทรสาร. 044-297621
  Email : s e @ a t a . o r . t h