เกษตร
   
การปรับปรุงสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์

การทำปุ๋ยหมักชีวภาพใช้เอง
ปุ๋ยหมักชีวภาพ คือปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยธรรมชาติชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ในการปรับปรุงบำรุงดิน สามารถผลิตได้ง่ายใช้เวลาน้อย วิธีการโดยหาเศษวัสดุที่มีอยู่ใกล้ตัวเหลือเศษวัสดุที่เหลือใช้จากกิจกรรมเกษตร การประกอบอาหาร เช่น กากอ้อย เปลือกถั่ว ปุ๋ยมะพร้าว เศษผัก เศษหญ้า ใบไม้แห้ง ถ่าน เศษถ่าน แกลบ ฯลฯ นำมาหมักรวมกันแล้วคลุมด้วยกระสอบป่านใช้เวลา 3 วันสามารถนำไปใช้ได้ ทำเป็นปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในการบำรุงดิน ให้เหมาะกับการเพาะปลูก การทำปุ๋ยหมักใช้เองอย่างง่าย ๆ ใช้วัสดุที่มี เช่น
• เศษถ่าน 1 ปีป
• พืชสด 1 ปีป
• รำ 1 ก.ก.
มูลสัตว์แห้งละเอียด 1 ปีป
น้ำสกัดชีวภาพ(ถ้ามี)

วิธีทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
1.ผสมวัสดุเข้าด้วยกัน
2.รดน้ำผสมน้ำสกัดชีวภาพและกากน้ำตาล (ใช้น้ำตาลทรายแดงแทนได้)
อัตราส่วน น้ำ 10 ลิตร
น้ำสกัดชีวภาพ 2 ช้อนแกง
กากน้ำตาลหรือน้ำตาลโมลาส 2 ช้อนแกง
3.สังเกตุดูว่าปุ๋ยผสมได้ที่แล้ว ทดลองให้เอามือกำปุ๋ยแรงๆ แล้วดูว่าปุ๋ยเกาะกันเป็นก้อนพอดีหมาดๆ และน้ำไม่ไหลออกมาตามกำมือก็แสดง ว่าปุ๋ยผสมกันได้ที่แล้ว
4.กองปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์มีความหนาประมาณ 1 คืบ คลุมด้วยกระสอบป่านทิ้งไว้ ประมาณ 3 วันสามารถนำไปใช้ได้
5.ลักษณะปุ๋ยที่ดีมีราขาว มีกลิ่นของราหรือเห็ด ไม่ร้อนมีน้ำหนักเบา

วิธีการใช้
1.ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพผสมดินในแปลงปลูกผักทุกชนิด อัตราปุ๋ย 1 ก.ก. : พื้นที่ 1 ตร.ม.
2.พืชผักอายุเกิน 2 เดือน เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตง ฟักทอง ใช้ปุ๋ยหมักแห้งรองก้นหลุมประมาณ 1 กำมือ
3.ไม้ผล ควรรองก้นหลุมด้วยเศษหญ้า ใบไม้ ฟางแห้ง และปุ๋ยหมักแห้งประมาณ 1-2 บุ้งกี๋ ส่วนไม้ผลที่ปลูกแล้วให้ใส่ปุ๋ยรองทรงพุ่ม แล้วคลุมด้วยหญ้า ใบไม้ ฟางแห้ง
4.ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้กระถาง ควรใส่ปุ๋ยคอกหมัก ทุก 7 วัน ประมาณ 1 กำมือ

การเก็บรักษา
ใส่กระสอบเก็บไว้ในที่ร่ม ที่แห้ง เก็บได้นาน 1 ปี
•น้ำตาลโมลาส ใช้เป็นส่วนผสมโดย วัสดุ 1ตัน ใช้กากน้ำตาล 5ลิตร หมักทิ้งไว้ 15 วัน ก็สามารถนำมาใช้ได้
** น้ำตาลโมลาส เป็นตัวย่อยสลายปุ๋ยหมัก และยังเป็นตัวล่อจุลินทรีย์(สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ซึ่งไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้)ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในกระบวนการย่อยสลาย
หมายเหตุ * ปุ๋ยหมักที่ได้จะมีราซึ่งราที่เกิดขึ้นจะป็นราที่มีประโยชน์ต่อพืช
– ราที่มีประโยชน์จะมีสีขาว ๆเกิดขึ้นในปุ๋ยเมื่อหมักปุ๋ยในระยะอย่างน้อย 15วันขึ้นไป
– รา คือ ขี้ของจุลินทรีย์ (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ฮิวมัส)
– รา เป็น อาหารของพืชได้อย่างดี

การทำน้ำหมักชีวภาพจากพืชสีเขียว
การทำน้ำหมักชีวภาพจากพืชสีเขียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การเจริญเติบโตของพืชให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น จากการทดลองหมักพืชชนิดต่าง ๆ โดยใช้แนวทางของสมาคมแห่งชาติประเทศเกาหลี พบว่าพืชทุกชนิดสามารถนำมาทำได้เป็นอย่างดี ผลจากทดลองทำให้ผลผลิตที่ปลูกนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ
• การทำน้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหาร
ส่วนประกอบ
1. เศษอาหาร 3 กิโลกรัม
2. น้ำตาลโมลาส 1 กิโลกรัม
3. หัวเชื้อเก่า (ถ้ามี) ? กิโลกรัม

• วัสดุทำปุ๋ยน้ำหมักจากพืชสีเขียวน้ำแม่
ส่วนประกอบ
1. ผักบุ้ง 1 กิโลกรัม
2. หน่อไม้ 1 กิโลกรัม
3. หน่อกล้วย 1 กิโลกรัม
4. น้ำตาลสีรำ 1 กิโลกรัม
5. เกลือ (ไม่เกิน 100 กรัม )
6. หัวเชื้อจุลินทรีย์(ถ้ามีใช้ 3 ช้อนแกง)

**ผักที่เก็บควรเก็บในตอนเช้าก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น เพราะว่า จุลินทรีย์จะมีมากกว่าเวลาอื่น
**การเก็บผักทำน้ำหมักพืชสดสีเขียวหากแต่ฝนตก ให้พักสัก 2-3 วันจึงจะได้จุลลินทรีย์ดี
**เก็บหน่อไม้หากได้หน่อใหม่ๆ ยังไม่โผล่พ้นดิน “สีขาว”จะดี หากแต่ว่าหาหน่อไม้ยากให้ใช้ ต้นข้าวโพด ยอดอ้อย หรือหญ้าขน พืชอย่างใดอย่างหนึ่งใช้แทนได้

สดุทำปุ๋ยน้ำหมักจากพืชสีเขียวน้ำพ่อ
ส่วนประกอบ
1. กล้วยสุก 1 กิโลกรัม 4. น้ำตาล สีรำ 1 กิโลกรัม
2. ฟักทองสุก 1 กิโลกรัม 5. เกลือ (ไม่เกิน100 กรัม)
3. มะละกอสุก 1 กิโลกรัม 6. หัวเชื้อจุลินทรีย์ ( 3 ช้อนแกง )

ขั้นตอนการทำปุ๋ยน้ำหมักจากพืชสีเขียวน้ำแม่ และการทำปุ๋ยน้ำหมักจากพืชสีเขียวน้ำพ่อ

1. นำพืชผักหรือผลไม้มาหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆขนาด 2-3 ซม. ใส่ภาชนะปิดฝา
2. นำน้ำตาลสีรำ เกลือ ที่เตรียมไว้คลุกเคล้า ควรคลุกไปในทางเดียวกัน เสร็จแล้ว
3. มีของหนักวางทับผักไว้ แล้วปิดฝาทิ้งไว้ 7-15 วัน
4. ปิดด้วยการกระดาษทึบแสงแล้วมัดด้วยยางรัด ปิดธรรมดาไม่ต้องแน่นมากให้อากาศเข้าได้แต่น้อยๆจะได้น้ำหมักกลิ่นหอมดี
5. สังเกตุจะมีน้ำสีน้ำตาลไหลออกมา คือ น้ำสกัดชีวภาพ น้ำหมักที่ดีน้ำหมักต้องสูงเท่าผัก
6. หากได้เวลา 7-15 วันให้แยกใส่พาชนะ(น้ำหมักพ่อ ,น้ำหมักแม่) ระบุวันที่ ให้ชัดเจน
7. กากที่เหลือจากการทำน้ำหมักสามารถน้ำไปทำปุ๋ยต่อไปได้


หมายเหตุ เกลือ - ใช้เป็นตัวช่วยในการ ดึงฮอร์โมนวิตามินในผักผลไม้ออกมา ให้มากขึ้น
- เสริมประสิทธิภาพในการหมัก
- ช่วยในการรักษากลิ่น รสของผลไม้

การนำมาใช้(ฉีดพ่นทางใบ ผสมน้ำรดก็ได้เช่นเดียวกัน)
วิธีการใช้
นำน้ำสกัดชีวภาพผสมน้ำธรรมดาทำให้เจือจาง
1. ต้องการเร่งการเจริญเติบโตของพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น
- ใส่น้ำหวานแม่ : พ่อ 9 : 1 ผสมกันแล้วใช้ในอัตรา 3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นได้บ่อยครั้ง
2. ต้องการเร่งการออกดอกของพืชผัก ไม้ผล
- ใส่น้ำหวานแม่ : พ่อ 5: 5ผสมกันแล้วใช้ในอัตรา 3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดได้บ่อยครั้ง
3. ต้องการเพิ่มความกรอบหวานของพืชผักไม้ผล
- ใส่น้ำหวานแม่ : พ่อ 1 : 9 ผสมกันแล้วใช้ในอัตรา 3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดได้บ่อยครั้ง
4. รดกองใบไม้ ใบหญ้า สด แห้ง อัตรา 3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร ใช้พลาสติกคลุมกองพืชปล่อยให้เกิดการย่อยสลาย 1-2 สัปดาห์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ใช้ผสมดินหรือคลุมดินบริเวณต้นพืช
5. รดดินแปลงเพาะปลูกปฎิบัติได้ดังนี้ พรวนดินผสมคลุกเคล้ากับวัชพืชหรือเศษวัชพืชอัตราเจือจาง 3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร รดราด 1 ตร.ม. ปล่อยให้เกิดการย่อยสลาย 3-7 วันสามารถปลูกพืชหรือกล้าไม้ได้ ถ้าต้องการกำจัดวัชพืชพวกมีเมล็ดปล่อยให้วัชพืชงอกอีกครั้งหนึ่งจึงพรวนซ้ำ แล้วรดน้ำสกัดชีวภาพเจือจาง 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร ปลูกพืชได้ภายใน 2-3 วัน
6. การขยายหัวเชื้อทำได้โดยมีอัตราส่วนคือ น้ำสกัดชีวภาพ ต่อ กากน้ำตาล ในอัตราส่วน 1:1:10 ใส่ขวดปิดฝา 3 วัน นำไปใช้ได้


การปลูกพืชคลุมดินและการปรับปรุงสภาพดิน

โดยการหาเศษพืชต่าง ๆ จากไร่นากลับมาใช้ประโยชน์ เช่น ฟางข้าว ตอซัง เศษหญ้าแห้ง เศษถั่ว เศษใบไม้ ขี้เลื่อย กากขี้เก่าเห็ด ขุยมะพร้าว ทะลายปาล์มหรือ กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า
(ก) ประโยชน์ของการคลุมดิน
1. ช่วยในการป้องกันลดการชะล้างของหน้าดิน
2. คลุมผิวดินช่วยรักษาความชุ่มชื้นของดิน และวัสดุจะช่วยดึงธาตุอาหารไว้ให้กับพืช
3. ช่วยทำให้ดินอ่อนนุ่ม มีสิ่งมีชีวิตสัตว์เล็กๆช่วยย่อยสลายในดิน โดยมีไส้เดือนดินที่ช่วยทำให้ดินร่วนซุยเหมาะแก่การเดินของรากพืช ในการดึงดูดธาตุอาหารมาใช้ในล่อเลี้ยงทุกส่วนของพืชในการเจริญเติบโต
การปลูกพืชคลุมดิน เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำแล้วได้ผลดีในการบำรุงผิวดิน ซึ่งพืชที่ปลูกช่วยในการบำรุงดินก็คือ พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพร้า ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง เป็นต้น ซึ่งพืชตระกูลถั่วจะทำให้ดินถูกปรับปรุงสภาพตามธรรมชาติ ทำได้ง่ายๆและได้ผลดีด้วย
(ข) การปรับปรุงสาพดิน
โดยใช้วัชพืช พืชตระกูลถั่วต่างๆ ที่มีอยู่แล้วมาจัดมาจัดการทำให้เป็นปุ๋ยเพิ่มธาตุอาหารในดินให้กับพืช ผัก ผลไม้ แทนที่จะปล่อยให้แต่วัชพืชเป็นปัญหาต่อการทำเกษตร เรากลับนำปัญหามาทำประโยชน์ได้ใหม่

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
1. ในดินนั้นมีจุลินทรีย์อยู่แล้วแต่มีน้อย หากแต่ช่วยจัดการเพิ่มให้ก็จะเป็นการให้ได้ประโยชน์กับดินมากขึ้น
2. เป็นการจัดการขยะ เศษอาหาร ในครัวเรือนให้ไม่เป็นมลพิษ กับสิ่งแว้ดล้อมโดยการนำมาเป็นส่วนผสมกับวัชพืช ช่วยย่อยสลายวัชพืชในกองปุ๋ยหมัก
3. เป็นทางออกในการลดค่าใช้จ่าย หากราคาปุ๋ย แกลบเผา มูลสัตว์ต่างๆราคาสูงขึ้น
4. ปุ๋ยพืชสดที่ได้จากพืชตระกูลถั่วจะมีธาตุไนโตรเจนมากที่สุด เช่น จามจุรี ไผ่ และพืชตระกูลถั่วทุกชนิด
5. หากต้องการเพิ่มปุ๋ยยูเรียให้กับปุ๋ยหมัก สามารถทำได้โดย การเติม น้ำปัสสาวะเข้าผสมด้วย (น้ำปัสสาวะที่หมักทิ้งไว้อย่างน้อย 6 เดือนจึงจะสามารถนำมาใช้ได้)
6. ฤดูกาล – ฤดูร้อนควรปล่อยให้ช่องอากาศเข้าเล็กน้อย
- ฤดูฝนควรปิดให้มิดชิด
7. ไม่ควรเปลือยดินให้นำเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วหว่าน แล้วนำเศษใบไม้สดหรือผักตบปกคลุม พืชสดจะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยภายใน 7 – 10 วัน ทำให้หน้าดินมีความชุ่มชื้น ร่วนซุย
ขั้นตอนวิธีการ
-ใช้จอบเกี่ยหญ้าและดินผสมกันในสัดส่วน 70:30
-นำเศษอาหารมาผสมให้เข้ากัน (ถ้ามี)
-ใช้เศษถ่านบดโรยบนกองให้ทั่วๆ ตามด้วยเศษใบไม้
-นำน้ำหมักจากเศษอาหารมารดราดใช้ 1 บัว
-คลุมด้วยพลาสติกทึบแสง (สีดำจะดีมาก)
-ปิดด้วยก้อนหินหริอดิน ทับบนพลาสติกไว้ไม่ให้อากาศเข้าได้ทั้งข้างบนและข้างล่าง
-ปล่อยให้กระบวนการหมักทำงานเอง 1-2 เดือนเปิดดูหากอากาศ ปุ๋ยพืชสดเย็นแล้วสามารถนำพืชมาเพาะปลูกได้

การเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ (ในดิน)
1. ดินสมบูรณ์ 1 กก.
2. รำละเอียด 1 กก.
3. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำเปล่า 1-3 แก้ว

วิธีทำ
1. นำดินที่อุดมสมบูรณ์ในท้องถิ่น หรือในป่าที่อุดมสมบูรณ์ เช่น ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือบริเวณกอไผ่ที่มีใบไม้ทับถมกันและย่อยสลายดีแล้ว กวาดใบไม้ออกแล้วขุดลึกลงไปประมาณ 10 ซม. (ให้นำรากพืชมาด้วย) คลุกรำละเอียดกับน้ำตาลให้เข้ากันแล้วเติมน้ำเปล่าลงไป ปั้นเป็นก้อนให้มีความชื้นประมาณ 65 % (เอามือกำไม่มีน้ำไหลออกตามร่องมือ) หรือทดสอบด้วยกำติดมือเป็นก้อนพอตีแตกก็แสดงว่าใช้ได้ นำไปวางไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก
2. แบ่งออกเป็น 4 ส่วน เพาะเลี้ยงไว้ 2-3 คืน จะเป็นก้อนแข็งและมีราสีขาวเกิดกระจายทั่วไป ควรนำกระดาษ หรือหนังสือพิมพ์ห่ออีกชั้นเพื่อไม่ให้โดนแสง ไม่ให้มีความร้อนมากเกินไป และควรระวังไม่ให้ถูกความชื้น น้ำ ฝน แล้วเก็บไว้ในที่ร่ม
3. เก็บไว้ 3 วัน ก็สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมเกษตรต่าง ๆ ได้

วิธีใช้
1. นำก้อนดินที่ปั้นโยนลงในบ่อน้ำเสียช่วยย่อยสลายไขมันที่เกิดจากเศษอาหาร
2. นำไปเลี้ยงขยายโดยมีอัตราส่วน น้ำ 10 กก. ต่อน้ำตาลหรือกากน้ำตาล 1 กก. (อัตรา 10:1) ดิน 1 ก้อนละลายน้ำกับกากน้ำตาลคนให้เข้ากัน แล้วนำก้อนดินที่ปั้นได้ลงไปเลี้ยง ใช้พลาสติกคลุมแล้วเอายางรัดปากภาชนะ แล้วเปิดให้อากาศเข้า วันละ5 วินาที วันเว้นวัน ใช้เวลาเพาะเลี้ยง 5-7 วัน สามารถนำไปใช้ได้ และไม่ควรทิ้งไว้เกิน 6 เดือนคุณภาพจะน้อยลง

อัตราส่วนที่นำไปใช้
-นำไปใช้ในอัตราส่วน 1:100 ลิตร บนตอซังข้าวและไถกลบ
-นำไปใช้ในการรดผักทั่วไป 1:500

ประโยชน์ของการเพาะจุลินทรีย์ (ก้อนดิน)
1. ช่วยย่อยสลายปุ๋ยหมัก
2. ย่อยสลายไขมัน
3. ปรับสภาพดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืช
4. ใช้ฉีดพ่นต่อซังพืชสดแล้วไถกลบช่วยให้ย่อยสลายได้เร็วขึ้น
5. เป็นการเพิ่มจุลินทรีย์
6. การใช้กับไร่นาได้ถึง 5 ไร่







1 2 3 4
ต่อไป >>

 

  



สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม

  135/4 หมู่ 4 ถ.ธนะรัชต์ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130 โทร. 044-297621, 081-6600377, 081-6895045   โทรสาร. 044-297621
  Email : s e @ a t a . o r . t h